• Register
    *
    *
    *
    *
    *
    Fields marked with an asterisk (*) are required.

จริยธรรม.คอม

You are here: Home History-๓ พระอัจฉริยภาพและพระคุณธรรมด้านความกตัญญู
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

พระอัจฉริยภาพและพระคุณธรรมด้านความกตัญญู

(1 vote)

 

พระอัจฉริยภาพและพระคุณธรรมด้านความกตัญญู

อีกประการหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงพระคุณธรรมด้านความกตัญญูด้วยพระอัจฉริยภาพของรัชการที่  ๓  คือ  ในกาลต่อมา  เมื่อปีพุทธศักราช  ๒๓๗๕  (เป็นปีที่ ๘  ในรัชกาล)  พระองค์ได้ทรงจัดสร้างพระพุทธปฏิมากรขึ้น  ๒  องค์  เพื่อฉลองเป็นพระพุทธปฏิมากรประจำพระองค์สมเด็จพระบรมอัยกาธิราช  (รัชกาลที่  ๑)  องค์หนึ่ง  ถวายพระนามว่า  “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” และฉลองเป็นพระพุทธปฏิมากรประจำพระองค์สมเด็จพระบรมชนกาธิราช  (รัชกาลที่ ๒) อีกองค์หนึ่ง  ถวายพระนามว่า  “สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย”

ด้วยเหตุที่ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ผู้คนทั้งปวงเรียกแผ่นดินในรัชสมัยรัชกาลที่  ๑  ว่า  “แผ่นดินต้น”  และเรียกแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่  ๒  ว่า  “แผ่นดินกลาง”  ครั้นผ่านมาถึงแผ่นดินของพระองค์  ผู้คนก็จะพากันเรียกว่า  “แผ่นดินปลาย”  อันดูจักมิเป็นมงคลแก่แผ่นดินและพระบรมราชวงศ์  อีกทั้งพระองค์ยังทรงถ่อมพระองค์ว่า  การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์นั้น  เป็นไปโดยความยอมรับนับถือและเห็นพ้องต้องกันของเจ้านาย  ขุนนางและราษฎร  ดังที่เรียกกันว่า  “อเนกนิกรสโมสรสมมุติ”  มิใช่ด้วยพระบรมราชโองการ  ในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช  ทำให้ทรงมีพระราชดำริว่า  ไม่เป็นการสมควร ที่พระองค์จะถวายพระบรมนามาภิไธยโดยย่อ  แทนพระบรมนามาภิไธยในพระสุพรรณบัฏ  ซึ่งยืดยาวนัก

นอกจากนี้  พระองค์ยังทรงเกรงว่า ในภายหน้า ชนทั้งหลายอาจถวายพระนามเอาตามใจชอบ ดังที่เคยถวายพระนามต่าง ๆ  แก่องค์ขุนหลวงสมัยกรุงศรีอยุธยามาแล้ว  ได้แก่  ขุนหลวงหาวัด  ขุนหลวงขี้เรื้อน เป็นต้น

ดังนั้น พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อแผ่นดินในรัชกาลที่  ๑  และรัชกาลที่  ๒  ตามพระนามพระพุทธปฏิมากร ที่ทรงสร้างขึ้นทั้งสององค์นี้โดยทั่วกัน  และพระพุทธปฏิมากรทั้ง ๒ องค์นี้  พระองค์ก็ทรงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐาน  ณ  เบื้องหน้า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร  (พระแก้มรกต)  ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๔  ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนพระนามรัชกาลที่  ๒  ในพระพุทธปฏิมากรใหม่เป็น  “สมเด็จพระพุทธเลิศเหล้านภาลัย” และแม้ว่ารัชกาลที่  ๓  จะมิได้ทรงกำหนดตั้งพระนามของพระองค์เองไว้ แต่เมื่อถึงรัชสมัยรัชกาลที่  ๔  พระองค์ก็ทรงถวายพระนาม แด่ รัชกาลที่  ๓  ว่า  “พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”

อนึ่ง ก่อนการฉลองพระพุทธปฏิมากร ประจำพระองค์รัชกาลที่  ๑  และรัชกาลที่  ๒  ไม่นานนัก  สมเด็จพระบรมราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ  กรมพระราชวังสถานมงคล  ได้ทรงพระประชวรหนัก และสวรรคตลง  สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จักตั้งทูลกระหม่อมพระ  (พระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ)  เป็นพระมหาอุปราชวังหน้า  แต่ก็ทรงเกรงว่าพระบรมวงศ์พระองค์อื่นจักมิพอพระทัย  ดังปรากฏในรับสั่งตอนหนึ่งว่า

ท่านฟ้าใหญ่นั้น ก็ยังมิเคยแก่ราชการงานเมือง  แลมีเจ้านายขัดขวางเธอประจักษ์อยู่   แม้นสึกหาลาเพศออกมา  เห็นคงจักมิปลอดภัยแก่ตัวเธอเองเป็นแน่

ดังนั้น เมื่อยังไม่อาจแต่งตั้งเจ้านายพระองค์ใด ให้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชวังหน้าได้  สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่  ๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  เลื่อนกรมเจ้านายผู้ใหญ่ต่าง ๆ ให้สูงขึ้น  อันเป็นทางเลี่ยงแทนการแต่งตั้งพระมหาอุปราชวังหน้าไปก่อน ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าจุฑามณี  หรือทูลกระหม่อมฟ้าน้อย  ก็ได้ทรงกรมที่  กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ด้วย

ส่วนทูลกระหม่อมพระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎนั้น  สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สร้างตำหนักสำหรับเป็นที่ประทับของทูลกระหม่อมพระ  ณ  วัดบน ซึ่งกรมพระราชวังสถานมงคล  เพิ่งสร้างขึ้นไว้ทางทิศเหนือ ก่อนเสด็จสวรรคต โดยพระราชทานชื่อวัดนั้นว่า  “วัดบวรนิเวศวิหาร”  จากนั้น อีก  ๑  ปีต่อมา  จึงโปรดเกล้าฯ ให้เชิญเสด็จพระภิกษุสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้ามงกุฎ  จากวัดสมอราย ด้วยขบวนแห่เต็มพระอิสริยยศ  อย่างขบวนแห่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล  เสด็จไปทรงเป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศวิหาร พระราชทานนิตยภัตรเดือนละ  ๓  ตำลึง

อันเป็นอุบายที่พอจะทราบได้ว่า  แม้ทูลกระหม่อมพระภิกษุสมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้ามงกุฎ จะมิต้องทรงลาสิกขาออกมา  ก็ทรงเป็นเสมือนพระมหาอุปราชวังหน้าแล้วนั่นเอง