จริยธรรม.คอม

You are here: หน้าแรก สมเด็จพระสังฆราชไทย พระองค์ที่ ๙ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)

(2 votes)

                             สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)

                                สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ

                            สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว)

      วัดราชประดิษฐ์

      ภูมิลำเนาเดิม      : แขวงบางไผ่ จังหวัดนนทบุรี

      วันประสูติ           : แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีระกา จ.ศ. ๑๑๗๕

      วันสถาปนา         : ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ ในรัชกาลที่ ๕

      วันสิ้นพระชนม์     : ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ในรัชกาลที่ ๕

      พระชนมายุ         : ๘๗ พรรษา

      ดำรงตำแหน่ง      : ๕ ปี ๒ เดือน

 

       พระราชประวัติเบื้องต้น

       เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว) เป็นชาวตำบลบางไผ่ จังหวัดนนทบุรีประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๘ ค่ำ ปีระกา จุลศักราช ๑๑๗๕ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๕๖ ในรัชกาลที่ ๒ โยมบิดาชื่อ จันท์ โยมมารดาชื่อ สุข มีพี่น้องชายหญิงรวมด้วยกัน ๕ คนกล่าวกันว่า โยมบิดาของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นชาวตำบลบางเชิงกราน จังหวัดราชบุรี ได้เคยบวชเรียน จนเป็นผู้ชำนาญในการเทศน์มิลินท์และมาลัย แม้เมื่อลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสแล้วก็ยังเรียกกันติดปากว่า "จันท์มิลินท์มาลัย" ส่วนโยมมารดาเป็นชาวตำบลบางไผ่ จังหวัดนนทบุรี สำหรับโยมบิดานั้น นอกจากจะได้เคยบวชเรียนเป็นนักเทศน์มีชื่อแล้ว คงจักได้เล่าเรียนมีความรู้ในทางพระปริยัติธรรมมาเป็นอย่างดีด้วย ถึงได้เป็นอาจารย์บอกหนังสืออยู่ในพระราชวังบวรด้วยท่านหนึ่ง

        เนื่องจากโยมบิดาเป็นผู้มีความรู้ดีในด้านอักษรสมัยและในทางพระปริยัติธรรม ถึงขั้นเป็นอาจารย์บอกหนังสือ (คือสอนหนังสือ) ในพระราชวังบวร การศึกษาในเบื้องต้นของเจ้าพระคุณสมเด็จฯจึงเข้าใจว่าคงศึกษากับโยมบิดานั่นเอง และเรื่องที่ศึกษาเล่าเรียนก็คงจะหนักไปทางด้านพระศาสนาอันเป็นวิชาที่โยมบิดาถนัด นี้ก็อาจจะเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่นำให้เจ้าพระคุณสมเด็จฯ มีอุปนิสัยน้อมไปในทางบรรพชา จนเป็นเหตุให้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรแต่ยังเยาว์ในเวลาต่อมา

เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้บรรพชาเป็นสามเณรแต่ยังเยาว์ ในรัชกาลที่ ๓ เดิมอยู่ที่วัดใหม่บางขุนเทียน ต่อมาได้ย้ายมาอยู่วัดสังเวชวิศยารามเพื่อเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ส่วนการเรียนพระปริยัติธรรมนั้น เข้าไปเรียนในพระราชวังบวรกับอาจารย์อ่อน (ฆราวาส) และกับโยมบิดาของพระองค์ท่านเอง ซึ่งเป็นอาจารย์บอกหนังสืออยู่ในพระราชวังบวรนั้นด้วยกัน

        ครั้น พ.ศ. ๒๓๖๙ พระชนมายุได้ ๑๔ ปี ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมเป็นครั้งแรก แปลได้เพียง ๒ ประโยค จึงยังไม่ได้เป็นเปรียญ แต่เรียกกันว่า "เปรียญวังหน้า" ที่เรียกกันว่าเปรียญวังหน้านั้น ก็ด้วยเหตุที่ว่า ประเพณีการแปลพระปริยัติธรรมในสมัยนั้น ผู้เข้าแปลทีแรกต้องแปลพระธรรมบทให้ได้ครบ ๓ ประโยคในคราวเดียวจึงนับว่าเป็นเปรียญ ถ้าไม่ได้ครบทั้ง ๓ ประโยค เข้ามาแปลคราวหน้าก็ต้องแปลแต่ประโยค ๑ ไปใหม่ ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ มีพระประสงค์จะทรงอุปการะแก่พระภิกษุสามเณรที่เล่าเรียนมิให้ท้อถอยจากความเพียรไปเสีย ถ้ารูปใดแปลได้ ๒ ประโยค ก็ทรงรับอุปการะไปจนกว่าจะเข้าแปลใหม่ได้เป็นเปรียญ พระภิกษุสามเณรที่ได้รับพระราชทานอุปการะเหล่านั้น จึงพากันเรียกว่า เปรียญวังหน้า

        ต่อมาเจ้าพระคุณสมเด็จฯ แต่ครั้งยังเป็นสามเณรได้เข้าถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ในสำนักพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะเมื่อทรงผนวชประทับอยู่ ณ วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมต่อ และได้ทรงศึกษาเล่าเรียนสืบมาในสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น กระทั่งพระชนมายุได้ ๑๘ ปี จึงได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ทรงแปลในคราวเดียวได้หมดทั้ง ๙ ประโยค ได้เป็นเปรียญเอกแต่ยังทรงเป็นสามเณร นับเป็นสามเณรองค์แรกที่เป็นเปรียญ ๙ ประโยคในยุคกรุงรัตนโกสินทร์

       เป็นที่น่าสังเกตว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ถวายตัวศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดราชาธิวาสเพียง ๔ ปีเท่านั้น ก็มีความรู้แตกฉานในพระปริยัติธรรม จนสามารถแปลพระปริยัติธรรมได้ในคราวเดียวหมดทั้ง ๙ ประโยค อันแสดงให้เห็นว่า เพราะทรงได้พระอาจารย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในทางพระปริยัติธรรมคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบกับพระวิริยะอุตสาหะและพระสติปัญญาอันเฉียบแหลมส่วนพระองค์ด้วยนั่นเอง จึงทรงมีความรู้แตกฉานในสิ่งที่ทรงศึกษาเล่าเรียนเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้

       ครั้นถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๗๖ มีพระชนมายุครบ ๒๐ ปี เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็อุปสมบท ณ วัดราชาธิวาส มีพระนามฉายาว่า ปุสฺโส แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพระอุปัชฌาย์และพระกรรมวาจาจารย์คือใคร แต่ตามทางสันนิษฐานว่า ในเวลาที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา) มีพระชนมายุครบอุปสมบทนั้น เป็นเวลาที่พระสงฆ์ธรรมยุตนิยมพระอุปัชฌาย์รามัญซึ่งมีพระสุเมธาจารย์ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์อยู่ด้วยรูปหนึ่ง และเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ฉะนั้น จึงน่าเป็นไปได้ว่า พระอุปัชฌาย์ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในการอุปสมบทครั้งนั้น คือพระสุเมธาจารย์ (เกิด) พระกรรมวาจาจารย์ คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพ.ศ. ๒๓๗๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงอาราธนาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงผนวชอยู่ ให้เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นพระเปรียญเอกพรรษา ๔ ได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารด้วยครั้น พ.ศ. ๒๓๘๒ พรรษา ๖ ทรงได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระอมรโมลี (ไม่พบประกาศทรงแต่งตั้ง) จะเห็นได้ว่าทรงได้รับยกย่องให้ดำรงอยู่ในฐานะพระเถระผู้ใหญ่ตั้งแต่ทรงมีอายุพรรษา ๖ (คือพระชนมายุ ๒๖) เท่านั้น ทั้งนี้ก็คงเนื่องด้วยทรงมีพระปรีชาแตกฉาน ในพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัยเป็นมูลนั่นเอง

         การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จจากวัดราชาธิวาสมาครองวัดบวรนิเวศวิหารนั้น นับเป็นครั้งแรกที่พระสงฆ์ธรรมยุตได้มีวัดเป็นสำนักของตนเองเป็นเอกเทศ เพราะก่อนแต่พระสงฆ์ธรรมยุตก็ยังคงอยู่รวมในวัดเดียวกันกับพระสงฆ์เดิม เมื่อมีสำนักเป็นเอกเทศขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงปรับปรุงระเบียบปฏิบัติด้านต่าง ๆ ของพระสงฆ์ในปกครองของพระองค์ได้อย่างเต็มที่ เช่น ทรงตั้งธรรมเนียมนมัสการพระเช้าค่ำ ที่เรียกกันทั่วไปว่า ทำวัตรเช้า-ทำวัตรค่ำ เป็นประจำวันขึ้น พร้อมทั้งทรงพระราชนิพนธ์คำนมัสการพระรัตนตรัยเป็นภาษามคธ (ภาษาบาลี) ขึ้นใหม่ ที่เรียกกันว่า บททำวัตรเช้าค่ำ ดังที่ใช้สวดกันทั่วไปในบัดนี้ ในวันธรรมสวนะ (วันพระ) มีการแสดงพระธรรมเทศนาแก่พุทธศาสนิกชน เป็นต้น ในด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงส่งเสริมการเรียนพระปริยัติธรรมให้รุ่งเรือง โดยพระองค์ทรงบอกพระปริยัติธรรม (คือสอน) ด้วยพระองค์เอง มีพระภิกษุสามเณรเป็นศิษย์เข้าแปล (คือสอบ) ในสนามหลวงได้เป็นเปรียญประโยคสูงถึงประโยค ๙ หลายรูป การเรียนพระปริยัติธรรมของสำนักวัดบวรนิเวศวิหารในยุคนั้นรุ่งเรืองมาก พระเปรียญพูดภาษามคธได้คล่อง และคงเนื่องด้วยเหตุนี้เอง วัดบวรนิเวศวิหารในครั้งนั้น จึงต้องทำหน้าที่รับรองพระสงฆ์ลังกาที่เข้ามาเจริญศาสนไมตรีกับไทย ถึงกับต้องมีเสนาสนะหมู่หนึ่งไว้รับรองที่วัดบวรนิเวศวิหาร เรียกว่าคณะลังกา (ปัจจุบันรื้อไปแล้ว) ในส่วนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระองค์ก็ทรงศึกษาภาษาละตินและภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศ จนทรงสามารถตรัส เขียน อ่าน ได้อย่างคล่องแคล่ว แม้พระภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ในพระองค์ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก็เข้าใจว่าคงได้รับการส่งเสริมให้เรียนภาษาต่างประเทศที่นอกเหนือไปจากภาษามคธด้วยเช่นกัน ดังปรากฏในประวัติของพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) ซึ่งเป็นศิษย์หลวงเดิมท่านหนึ่งและได้เป็นสมณทูตไปลังกาถึง ๒ ครั้ง ว่า สามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว จนชาวลังกายกย่องเป็นอันมาก เป็นตัวอย่าง เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชก็คงจะเช่นเดียวกัน นอกจากจะทรงศึกษาพระปริยัติธรรมจนมีความแตกฉานคล่องแคล่วในภาษามคธแล้ว ก็คงจักได้ศึกษาภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ด้วย ตามความนิยมของสำนักวัดบวรนิเวศวิหารในครั้งนั้น ดังปรากฏในคำประกาศทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ตอนหนึ่งว่า "มีสุตาคมปัญญารอบรู้ในอักษรแลภาษาซึ่งเปนสกะไสมยปะระไสมย คือ ขอม ไทย แลสิงหฬ รามัญ สังสกฤตพากย์ เป็นต้นโดยพิศดาร" เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงอยู่ในฐานะพระเถระผู้ใหญ่ผู้เป็นต้นวงศ์แห่งคณะธรรมยุตรูปหนึ่ง ในจำนวน ๑๐ รูป

         เมื่อสำนักวัดบวรนิเวศวิหารเจริญขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงส่งพระศิษย์หลวงเดิมออกไปตั้งสำนักสาขาขึ้นที่วัดอื่นอีกหลายวัด กล่าวคือ โปรดให้สมเด็จพระวันรัตน์ (ทับ พุทธสิริ) แต่ครั้งยังเป็นพระราชาคณะที่พระอริยมุนี เป็นเจ้าสำนักวัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) โปรดให้ พระญาณรักขิต (สุข พรหมสระ) เป็นเจ้าสำนักวัดบรมนิวาส (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัดนอก) โปรดให้ พระเทพโมลี (เอี่ยม ธัมมสิริ) แต่ครั้งยังเป็นที่พระรัตนมุนี เป็นเจ้าสำนักวัด เครือวัลย์ โปรดให้ พระเมธาธรรมรส (ถิน) แต่ครั้งยังเป็นพระครูใบฎีกา เป็นเจ้าสำนักวัดพิชยญาติการาม โปรดให้ พระอมรโมลี (นบ) แต่ครั้งยังเป็นพระครูวินัยธร เป็นเจ้าสำนักวัดบุปผาราม ส่วนที่วัดบวรนิเวศวิหารจึงยังคงเหลือพระศิษย์หลวงเดิมที่เป็นกำลังสำคัญของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ แต่ครั้งยังมิได้ทรงกรม เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา) แต่ครั้งยังเป็น พระอมรโมลี พระศรีวิสุทธิวงศ์ (ฟัก โสภิโต) พระปลัดเรือง พระปลัดทัด จะเห็นได้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ทรงเป็นพระเถระที่เป็นกำลังสำคัญในคณะธรรมยุตมาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มสถาปนาคณะและตลอดมาจนถึงวาระ สุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ

         เจ้าพระคุณสมเด็จฯ หลังจากที่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระอมรโมลีแล้ว ได้ลาสิกขาออกไปครองชีวิตฆราวาสอยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าทรงลาสิกขาในปีใด ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้อุปสมบทใหม่ ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อเดือน ๑๐ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๙๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ แต่ครั้งยังทรงดำรงพระอิศริยยศเป็น กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระศรีวิสุทธิวงศ์ (ฟัก โสภิโต ซึ่งภายหลังลาสิกขาและได้เป็นที่พระยาศรีสุนทรโวหาร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ในการอุปสมบทครั้งนี้ทรงมีพระชนมายุ ๓๘ ปี และทรงมีพระนามฉายาว่า ปุสสฺเทโว นัยว่าเมื่อทรงอุปสมบทครั้งที่ ๒ นี้ก็ได้ทรงเข้าแปลพระยัติธรรมอีกครั้งหนึ่งและก็ทรงแปลได้หมดทั้ง ๙ ประโยคอีก ด้วยเหตุนี้เองจึงมักมีผู้กล่าวขวัญถึงพระองค์ด้วยสมญานามอันแสดงถึงพระคุณลักษณะพิเศษนี้ว่า "สังฆราช ๑๘ ประโยค" ในเวลาต่อมา

         ในคราวอุปสมบทครั้งที่ ๒ นี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระอันดับอยู่ ๗ พรรษา ถึงปีมะแม พ.ศ. ๒๔๐๑ ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ พระสาสนโสภณทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานนิตยภัตรเสมอพระราชาคณะชั้นเทพ แต่ถือตาลปัตรแฉกเสมอพระราชาคณะชั้นสามัญ

         สำหรับราชทินนามที่ พระสาสนโสภณ นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้ได้กับนามเดิมของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ คือ สา สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรัสเล่าไว้ความว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นที่พระสาสนโสภณนั้น คนทั่วไปเรียกกันว่า อาจารย์สา เมื่อถึงคราวที่จะทรงแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงประดิษฐ์ราชทินนามโดยเอานามเดิมของพระองค์ท่านขึ้นต้นแล้วต่อสร้อยว่า พระสาสนดิลกนาม ๑ พระสาสนโสภณ นาม ๑ แล้วโปรดให้พระสารสาสตร์พลขันธ์ (สมบุญ) ไปทูลถามพระองค์ท่านว่าจะชอบนามไหน เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ว่า นามสาสนดิลกนั้นสูงนัก ขอรับพระราชทานเพียงนามสาสนโสภณ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้งเป็นที่พระสาสนโสภณดังกล่าวมา แล้วคนทั้งหลายก็เรียกกันโดยย่อว่า
" เจ้าคุณสา " สืบมา ดูทีว่าเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จะทรงโปรดราชทินนามนี้มาก ภายหลังแม้จะได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นถึงชั้นธรรมชั้นเจ้าคณะรอง ก็ยังคงรับพระราชทานในราชทินนามว่า พระสาสนโสภณตลอดมา

          การกลับเข้ามาอุปสมบทใหม่ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ครั้งนี้ นับว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อคณะธรรมยุตและคณะสงฆ์เป็นส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะวัดบวรนิเวศวิหารซึ่งเป็นสำนักหลักในคณะธรรมยุต

พระนิพนธ์ต่าง ๆ ที่เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงรจนาขึ้นแต่ครั้งยังเป็นที่ พระสาสนโสภณ ดังกล่าวมาข้างต้นนี้ ได้เป็นหนังสือสำคัญในการเทศนาและศึกษาเล่าเรียนของพระภิกษุสามเณรสืบมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

          ครั้น พ.ศ. ๒๔๐๘ เมื่อการสร้างวัดราชประดิษฐ์เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ แต่ครั้งยังเป็นที่ พระสาสนโสภณ จากวัดบวรนิเวศวิหาร มาครองวัดราชประดิษฐ์ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก พร้อมด้วยพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารอีก ๒๐ รูป ทรงพระกรุณาโปรดให้แห่จากวัดบวรนิเวศวิหารมาวัดราชประดิษฐ์เมื่อเดือน ๘ ปีฉลู สัปตศกจุลศักราช ๑๒๒๗ ตรงกับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ และได้รับพระราชทานเปลี่ยนตาลปัตรเป็นตาลปัตรแฉกพื้นแพรเสมอชั้นธรรม

          เล่ากันว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นที่ทรงเคารพและสนิทคุ้นเคยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก เป็นที่ทรงสนทนาปรึกษาทั้งเรื่องที่เป็นกิจการบ้านเมืองและเรื่องที่เป็นกิจการพระศาสนา และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสนทนาปรึกษากับเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ณ ที่วัดราชประดิษฐ์ ฯ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากพระบรมมหาราชวังเนือง ๆ

           นับแต่ทรงสถาปนาวัดราชประดิษฐ์ขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพระราชดำเนินถวายพุ่มพรรษา (พุ่มเทียน) แก่พระสงฆ์วัดราชประดิษฐ์ทั่วทั้งวัดเป็นประจำทุกปี จนสิ้นรัชกาล โดยเสด็จพระราชดำเนินในวันแรม ๑ ค่ำอันเป็นวันที่พระสงฆ์เข้าพรรษา ดูเป็นทำนองอย่างทรงเป็นเจ้าของวัด

เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้อยู่ครองวัดราชประดิษฐ์ สนองพระเดชพระคุณเฉลิมพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ๔ ปี ก็สิ้นรัชกาล

          พ.ศ. ๒๔๑๕ ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้น เจ้าคณะรองที่ พระธรรมวโรดมแต่ให้คงใช้ราชทินนามเดิมว่า "พระสาสนโสภณที่พระธรรมวโรดม"

          พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ แต่ครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็น กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา) ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์

          เมื่อทรงผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับ ณ พระพุทธรัตนสถานมนทิราราม ในพระบรมมหาราชวังชั้นใน โดยได้เชิญเสด็จสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พระราชอุปัธยาจารย์ และนิมนต์พระราชาคณะผู้ใหญ่ต่างวัดเข้าไปอยู่ด้วยพอครบคณะสงฆ์ ทรงผนวชอยู่เป็นเวลา ๑๕ วัน ครั้นทรงลาผนวชแล้ว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่ง

         พ.ศ. ๒๔๒๒ ในรัชการที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ ตำแหน่งที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ"

          พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎก โดยทรงมีพระราชดำริว่า คัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งแต่เดิมมาได้คัดลอกต่อ ๆ กันมาด้วยการจารลงในใบลานด้วยอักษรขอมนั้น กว่าจะได้แต่ละคัมภีร์ก็ช้านาน เป็นเหตุให้คัมภีร์ของพระพุทธศาสนาไม่ค่อยแพร่หลายและไม่พอใช้ในการศึกษาเล่าเรียน ทั้งไม่สะดวกในการเก็บรักษาและใช้ดูใช้อ่าน อักษรขอมที่ใช้จารึกนั้นเล่าก็มีผู้อ่านกันได้น้อยลงทุกที ฉะนั้น หากได้มีการตรวจชำระพระไตรปิฎกให้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้วพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มหนังสือด้วยอักษรไทย ก็จะเป็นการทำให้พระคัมภีร์แพร่หลายและเป็นการสะดวกในการใช้ศึกษาเล่าเรียนมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดให้จัดการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น โดยโปรดให้อาราธนาพระเถรานุเถระประชุมร่วมกันกับราชบัณฑิตทั้งหลายตรวจชำระพระไตรปิฎกแล้วจัดพิมพ์ เป็นเล่มหนังสือขึ้น ให้สำเร็จเรียบร้อยทันกำหนดการบำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชศิริราชสมบัติในกาลเมื่อบรรจบครบ ๒๕ ปี

          พระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ขึ้นครั้งนี้มีจำนวน ๑,๐๐๐ จบ ๆ ละ ๓๙ เล่ม พระราชทานพระราชทรัพย์ในการจัดพิมพ์ประมาณ ๒,๐๐๐ ชั่ง นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มหนังสือและเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจดจารึกพระไตรปิฎกด้วย อักษรไทยด้วย เพราะก่อนแต่นี้ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการจดจารึกพระธรรมเป็นภาษาบาลีหรือภาษาไทย ล้วนนิยมจดจารึกด้วยอักษรขอมทั้งนั้น การจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ได้ทันฉลองในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชสิริราชสมบัติบรรจบครบ ๒๕ ปีตามพระราชประสงค์

          พระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ขึ้นครั้งนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานไปไว้ตามพระอารามหลวงวัดละจบ นอกนั้นก็พระราชทานแก่พระสงฆ์และคฤหัสถ์ที่มีหน้าที่ในการตรวจชำระและจัดพิมพ์ ส่วนที่เหลือก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จำหน่ายแก่ผู้ที่ประสงค์จะสร้างถวายวัดหรือสถานศึกษาในราคา พอสมควรปรากฏว่าพระไตรปิฎกที่จัดพิมพ์ขึ้นครั้งนี้ หมดฉบับสำหรับจำหน่ายภายในเวลาเพียง ๒ ปี

        เมื่อข่าวการพิมพ์พระไตรปิฎกครั้งนี้แพร่หลายไป ปรากฏว่ารัฐบาลและสถานศึกษานานาประเทศพากันตื่นเต้นสนใจและขอพระราชทานมาเป็นจำนวนมาก ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้ตามประสงค์ เป็นเหตุให้พระไตรปิฎกชุดนี้แพร่หลาย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกตลอดมาจนบัดนี้

        ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเพิ่มอิสริยยศเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ให้พิเศษกว่าสมเด็จพระราชาคณะแต่ก่อน ๆ มา คือทรงสถาปนาเลื่อนขั้นเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มีนิตยภัตรเดือนละ ๑๑ ตำลึง มีถานานุกรมได้ ๑๒ รูป มากกว่าสมเด็จพระราชาคณะตำแหน่งอื่น ๆ (ซึ่งมีนิตยภัตร ๖ ตำลึงบ้าง ๗ ตำลึงบ้าง ๑๐ ตำลึงบ้าง และมีถานานุกรมได้ ๘ รูปบ้าง ๑๐ รูปบ้าง) เพื่อเป็นการเฉลิมพระราชศรัทธาปสาทะที่ได้ทรงมีในเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่ทรงยกย่องเป็น "อรรคมหาคารวสถาน" โดยฐานที่ได้ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ในคราวทรงผนวชและเรียบเรียงหนังสือธรรมวินัยให้ได้ทรงศึกษาเป็น อันมาก

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ นับเป็นพระมหาเถระรูปที่ ๒ ได้รับพระราชทานสถาปนาในราชทินนามที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ อันเป็นราชทินนามสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่ขณะที่ยังไม่เป็นสมเด็จพระสังฆราช นับได้ว่าเป็นการพระราชทานเกียรติยศอย่างสูงเป็นกรณีพิเศษ

พ.ศ.๒๔๓๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ องค์สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ด้วยโรคชรา พระชนมายุ ๘๔ พรรษา แต่เป็นคราวที่ไม่สะดวกในทางราชการ พระศพสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ พระองค์นั้น ต้องประดิษฐานไว้ ณ พระตำหนักเดิมอันเป็นที่ประทับนานถึง ๘ ปี กับ ๓ เดือน จึงได้ถวายพระเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓

        ครั้น พ.ศ. ๒๔๓๖ ในรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ (๒๔๓๖) อันเป็นปีที่ทรงมีพระชนมายุได้ ๘๐ พอดี การสถาปนาครั้งนี้เรียกว่า "สถาปนาเพิ่มอิสริยยศ พระราชทานมุทธาภิเศก เลื่อนตำแหน่งสมณฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช มีนามตามจารึกในสุพรรณบัตรตามเดิม" คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ฯลฯ

         ในการทรงสถาปนาเจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราชครั้งนี้ ไม่ได้พระราชทานพระสุพรรณบัตรใหม่ เป็นแต่โปรดให้เจ้าพนักงานเชิญพระสุพรรณบัตรครั้งเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มาตั้งสมโภชที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชทานแต่ใบกำกับพระสุพรรณบัตรใหม่เท่านั้น ในคราวเดียวกันนี้ ได้พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ขณะทรงดำรงพระยศ กรมหมื่น เป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ พระองศ์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร เป็นเจ้าคณะรองฝ่ายธรรมยุตติกนิกาย ด้วย

         งานพระนิพนธ์ ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา) ก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นงานแปลพระสูตร หนังสือเทศนา และเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ พระนิพนธ์ต่าง ๆ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น ถือกันว่าเป็นงานชั้นครู ทั้งในด้านเนื้อหา สำนวน และแบบแผนในทางภาษาโดยเฉพาะพระนิพนธ์เทศนา มีอยู่เป็นอันมากที่ใช้เป็นแบบอย่างกันมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นจนถึงปัจจุบัน สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ว่า "แท้จริง บรรดาเทศนาทั้งหลายของสมเด็จพระสังฆราช วัดราชประดิษฐ์นั้นพวกบัณฑิตย่อมนับถือกันว่า เป็นหนังสือแต่งดีอย่างเอกมาแต่ในรัชกาลที่ ๔ ถือกันว่าควรเป็นแบบอย่างทั้งในทางถ้อยคำและในทางปฏิภาณโวหารเป็นของที่ชอบอยู่ทั่วกัน"

รวมพระราชนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่เป็นงานแปลพระสูตร ๒๐ สูตร เทศนา ๗๐ กัณฑ์ และพระราชนิพนธ์เบ็ดเตล็ดต่างเรื่อง ๕ เรื่อง เท่าที่ได้รวบรวมได้ในขณะนี้ เข้าใจว่าคงยังไม่ครบบริบูรณ์แต่ก็เป็นจำนวนเกือบ ๑๐๐ เรื่องซึ่งนับว่ามิใช่จำนวนน้อย

        พระกรณียะพิเศษ
        สมเด็จพระสังฆราช (สา) ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่ถวายพระมงคลวิเสสกถา ซึ่งเป็นเทศนาพิเศษอย่างหนึ่ง มาแต่ในรัชกาลที่ ๔ ตั้งแต่ ครั้งยังทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณและได้ถวายต่อมาในรัชกาลที่ ๕ จนตลอดพระชนมชีพของพระองค์ท่าน เทศนาพระมงคลวิเสสกถา เป็นเทศนาพิเศษอย่างหนึ่ง ซึ่งพรรณนาพระราชจรรยาของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเพื่อประโยชน์จะได้ทรงพระปัจจเวขณ์ (คือ พิจารณา) ถึงแล้ว เกิดพระปีติปราโมทย์แล้ว ทรงบำเพ็ญราชธรรมนั้นยิ่ง ๆ เป็นการอุปถัมภ์พระราชจรรยาให้ถาวรไพบูลย์ พระเถระที่จะรับหน้าที่ถวายพระมงคลวิเสสกถาในครั้งนั้น สุดแต่จะทรงพระกรุณาโปรด

         ในตอนปลายแห่งพระชนมชีพ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ประชวรด้วยพระโรคบิดประกอบกับพระโรคชรา สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๒ นับพระชนมายุได้ ๘๗ โดยปี เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงดำรงอยู่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ๕ ปี ๒ เดือน ทรงครองวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ๓๔ ปี

         หลังจากที่พระคุณสมเด็จพระสังฆราช (สา) สิ้นพระชนม์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชอีกเลยจนตลอดรัชกาล จึงว่างสมเด็จพระสังฆราชอยู่ถึง ๑๑ ปี (พ.ศ. ๒๔๔๒ - ๒๔๕๓) เช่นเดียวกับในครั้งรัชกาลที่ ๔ หลังจากที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งทรงเป็นที่เคารพนับถือ สิ้นพระชนม์แล้ว ก็มิได้ทรงสถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราชจนตลอดรัชกาลเช่นเดียวกัน จึงว่างสมเด็จพระสังฆราชอยู่ถึง ๑๕ ปี ทำให้เข้าใจว่า แต่โบราณมานั้น พระเถระที่จะได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น เฉพาะที่เป็นที่ทรงเคารพนับถือเป็นพิเศษ โดยฐานเป็นพระราชอุปัธยาจารย์หรือพระราชกรรมวาจาจารย์ หรือพระอาจารย์เท่านั้น

 

 

 

รูปภาพจาก http://www.dhammajak.net/history-somdet/somdet1.html

 ข้อมูลจาก  http://mahamakuta.inet.co.th/buddhism/somdet/somdet.htm

 

ธรรมะน่ารู้